ขึ้นชื่อเรื่องยังกับละครหลังข่าวอ่านจะทำให้หลายคนเข้าใจไปว่าเข้าเว็บผิด ช้าก่อนยังไม่ผิดที่ตังชื่อแบบนี้เพราะมันมีที่มาและก็เกี่ยวกับ PHP ด้วย
จากเมื่อวันที่ 29-31 ต.ค. 2551 ผมได้ไปเป็นวิทยากรอบรม Basic PHP ให้กับหน่วยงานแห่งหนึ่งและในวันแรกของการอบรมได้ตังโจทย์ให้ผู้อบรมได้ลองเขียนโปรแกรมง่ายๆโดยมีคำสั่งดังนี้
1. ให้สร้าง Array เก็บชื่อเดือน แล้วทำการแสดงผลด้วย Loop for โดยกำหนดเงื่อนไขให้ เดือนที่ 7 แสดงอักษรสีน้ำเงิน
2. ให้สร้าง Array เก็บชื่อวัน แล้วทำการแสดงผลด้วย Loop foreach โดยกำหนดเงื่อนให้แสดงสีตัวอักษรตามวัน เช่น วันจันทร์แสดงตัวอักษรสีเหลือง
ซึ่งจริงๆแล้วมันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรข้อแรกก็จะเขียนออกมาได้ประมาณนี้
< ?
$month =array('มกราคม','กุมภาพันธ์','มีนาคม','เมษายน','พฤษภาคม','มิถุนายน','กรกฎาคม','สิงหาคม','กันยายน','ตุลาคม','พฤศจิกายน','ธันวาคม') ;
for($i=0,$max=count($month);$i<$max ;$i++)
{
if($i == 6)
{
echo '<font color=blue>',$month[$i] , '<br />' ;
}
else
{
echo $month[$i] , "<br>" ;
}
}
?>
และข้อ 2 ก็จะได้แบบนี้
< ?
$day = array('วันอาทิตย์','วันจันทร์','วันอังคาร','วันพุธ','วันพฤหัสบดี','วันศุกร์','วันเสาร์') ;
foreach($day as $index => $value)
{
switch($index)
{
case 0 :
$color = 'red' ;
break ;
case 1 :
$color = 'yellow' ;
break ;
case 2 :
$color = '#FFCCFF' ;
break ;
case 3 :
$color = '#7FFF7F' ;
break ;
case 4 :
$color = '#FF9900' ;
break ;
case 5 :
$color = '#3333FF' ;
break ;
default :
$color = '#993399' ;
break ;
}
echo '<font color=',$color,'>',$value,'</font><br>' ;
}
แต่ปัญหามันเกิดเพราะผมดันลืมสอนเรื่อง if และ switch เอาหล่ะสิแบบนี้จะทำยังไงถ้าเราไม่มี if กับ switch ใช้
แนวทางการแก้ปัญหาในข้อแรกง่ายๆก็ใส่สีใน Array เลยก็สิ้นเรื่อง แบบนี้ง่ายและทำงานได้เร็วกว่าเพราะไม่ต้องมาเช็คเงื่อนไข โดยจะสามารถเขียน code ได้แบบนี้
< ?
$month =array('มกราคม','กุมภาพันธ์','มีนาคม','เมษายน','พฤษภาคม','มิถุนายน','<font color=blue>กรกฎาคม</font>','สิงหาคม','กันยายน','ตุลาคม','พฤศจิกายน','ธันวาคม') ;
for($i=0,$max=count($month);$i< $max ;$i++)
{
echo $month[$i] ;
}
?>
เป็นไงหล่ะทำงานได้เหมือนกันตรงตามคำสั่งด้วย แล้วถ้าเป็นข้อ 2 หล่ะจะทำเหมือนกันมั้ย! ไม่แน่นอนเพราะมันจะดูขี้เหล่ไปผมใช้วิธีสร้าง Array อีกตัวในการเก็บสีของวันและจัดให้มันมี Index ตรงกับ Index ของวันเท่านี้เราก็สามารถแสดงสีตามวันได้โดยไม่ต้องใช้ switch และสิ่งที่ตามมาโปรแกรมจะทำงานได้เร็วกว่าการใช้ switch อีกด้วยและยังเขียนสั้นกว่าเยอะ
< ?
$day = array('วันอาทิตย์','วันจันทร์','วันอังคาร','วันพุธ','วันพฤหัสบดี','วันศุกร์','วันเสาร์') ;
$daycolor = array('red','yellow','#FFCCFF','#7FFF7F','#FF9900','#3333FF','#993399') ;
foreach($day as $index => $value)
{
echo '<font color=',$daycolor[$index],'>',$value,'</font><br>' ;
}
?>
สิ่งที่จะสื่อให้เห็นในบทความนี้คือ ในการเขียนโปรแกรมเราสามารถเขียนได้หลายวิธีเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการทำงาน และก็จะขึ้นอยู่กับพื้นฐานของแต่ละคนว่าจะเลือกวิธีการไหน ถ้าคนที่มีประสบการณ์และมีพื้นฐานที่ดีจะเลือกเขียนแบบกระชับดูง่ายและที่สำคัญทำงานได้เร็วแล้วกินทรัพยากรน้อยโดยเฉพาะการเขียน Web Application ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมสมัยเรียนเวลาส่งงานอาจารย์ถึงโดนจับได้ว่า copy code มาส่ง


����������� หลังจากเป็นที่ฮือหากับการเปิดตัวของ browser เจ้าใหม่แต่ชื่อไม่ใหม่อย่าง Google Chrome ของค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Google ที่ทำอะไรก็รุ่งไปหมด ทำให้ตลาดของ browser ตื่นตัวขึ้นอีกครั้งซึ่งเรื่องนั้นเราไม่พูดถึงเราจะมาพูดถึงเรื่องที่เราถนัดดีกว่านั้นก็คือเรื่องของการเขียนโปรแกรม
สำหรับโครงการนี้ในทางฟิสิกส์ผมไม่รู้เรื่องอะไรมากนักเพราะผมไม่ใช่นักฟิสิกส์ หลายคนออกมาให้ความเห็นว่าโครงการนี้จะทำให้เกิดวันสิ้นโลกเพราะหลุมดำที่เกิดจากการเดินเครื่อง LHC แต่ในความรู้สึกของผมมันอาจจะเป็นเครื่องต้นแบบของเครื่องย้อนเวลาก็เป็นได้เพราะในประวัติศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ของโลก ทฤษฎีหลายตัวค้นพบโดยฟลุคๆ ไม่แน่ว่าเครื่อง LHC อาจจะเป็นเครื่องย้อนเวลาอย่างฟลุคๆใครจะไปรู้ เห่อๆ กลับมาที่เรื่องที่ผมสนใจดีกว่าจากที่ได้ศึกษาข้อมูลของ LHC พบว่าในการเดินเครื่อง LHC จะมีข้อมูลที่ได้จากการชนของอนุภาคประมาณ 300 GB/S (จิกะไบต์ ต่อ วินาที) นับว่าเป็นข้อมูลมหาศาลเลยที่เดียวและเพื่อเป็นการรองรับข้อมูลขนาด 10-15 petabytes ต่อปี [2] (ประมาณ 15 ล้านกิกะไบต์) “เซิร์น” (CERN) องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ (European Center for Nuclear Research) ได้สร้างเครือข่ายเส้นทางคอมพิวเตอร์ เพื่อแชร์ทรัพยากร หรือ “คอมพิวเตอร์กริด” (Computer Grid) เชื่อมกับศูนย์คอมพิวเตอร์ชั้นนำทั่วโลก โดยโยงกันกว่า 60,000 เครื่อง เพื่อช่วยในการประมวลผลที่จะได้จากการทดลองโดยให้ชื่อว่า “LHC Computing Grid” โดยข้อมูลจากเครื่องตรวจจับอนุภาค จะส่งผ่านสายไฮสปีดสู่สถาบันวิจัยชั้นนำ 11 แห่ง ทั้งในยุโรป, อเมริกาเหนือ และเอเชีย จากนั้น ทั้ง 11 แห่งจะส่งต่อไปตามหน่วยวิจัยต่างๆ อีก 150 แห่งทั่วโลก พร้อมความร่วมมือจากนักวิจัยหลายพันที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ [3] นับว่าเป็นการก้าวกระโดดที่สำคัญของวงการคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว และต่อไปเทคโนโลยี Grid ก็จะเป็นถูกใช้อย่างกว้างขวางในวงการวิจัยต่างๆแน่นอน
